ReadyPlanet.com
ข้อมูลเกี่ยวกับหนู

หนู

         หนูเป็นศัตรูที่สำคัญของมนุษย์ และนำความเสียหายนานับประการแก่เศรษฐกิจของมนุษย์เป็นจำนวน มหาศาลทั้งทางตรงและทางอ้อม ความเสียหายทางตรงที่เด่นชัด คือ การกัด แทะ กินพืชผลที่มนุษย์ปลูกตั้งแต่ ในไร่นา รวมทั้งการทำให้เกิดการปนเปื้อนในที่เก็บรักษา ในระหว่างการขนส่งและการแปรรูปผลิตผล จนกระทั่งอยู่ในมือผู้บริโภค นอกจากทำลายพืชผลทางการเกษตรแล้ว อาหารสัตว์และผลผลิตจากสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เครื่องอุปโภคบริโภคของมนุษย์ก็ถูกหนูทำลายเสียหายเช่นกัน นอกจากนี้ หนูยังเป็นสัตว์พาหะ สำคัญที่นำโรคหลายชนิดสู่คนและสัตว์เลี้ยง เช่น โรคไข้ฉี่หนู (leptospirosis) โรคไข้หนู (murine thyphus หรือ scrub thyphus) กาฬโรค (plaque) โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น ส่วนความเสียหายทาง อ้อมมักเกิดจากการกัดแทะเพื่อลับฟันของหนูตามวัสดุของสิ่งก่อสร้าง อาคารบ้านเรือน ของใช้ต่าง ๆ สายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ภายในอาคาร ซึ่งอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของ มนุษย์ รวมทั้งการขุดรูอาศัยภายใต้อาคาร ตามคันดิน คันคลอง หรือในท่อระบายน้ำเสีย ทำให้พื้นอาคารทรุด ตลิ่งทรุด เกิดการอุดตันในท่อระบายน้ำ การทำลายที่เกิดขึ้นเหล่านี้เสียหายคิดเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี ในปัจจุบันระบบผลิตอาหารปลอดภัยนั้นจะต้องคำนึงถึงการผลิตทุกขั้นตอน โดยในแต่ละขั้นตอนจะต้องมี หลักปฏิบัติและการควบคุมการผลิตเพื่อให้สินค้ามีคุณภาพและมาตรฐานการผลิตที่มีความปลอดภัยต่อ ผู้บริโภค และการป้องกันกำจัดหนูจึงเป็นมาตรการหนึ่งในการรับรองมาตรฐานสุขอนามัยทุกกระบวนการผลิต เช่น ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงงานผลิตอาหารสำหรับคนและสัตว์ โรงสีข้าวที่ผลิตข้าวบรรจุถุงสำเร็จรูป ฯลฯ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการป้องกันและกำจัดหนูอย่างถูกต้องและเป็นระบบ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากหนูในทุก กระบวนการผลิต ซึ่งอาจก่อให้เกิดการติดต่อโรคจากหนูสู่คนและสัตว์เลี้ยงได้

ชีววิทยาและนิเวศวิทยาของหนู 

ชีววิทยาของหนู 

     หนูเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กมี 4 เท้า รูปร่างทรงกระบอก ลำตัวและส่วนหัวมีขนปกคลุมตลอด ดวงตากลม ใบหูใหญ่ บริเวณจมูกและปากมีขนพิเศษยื่นยาวออกมาเห็นเด่นชัด มีหางยาวเท่ากับหรือยาวกว่า ความยาวหัวรวมลำตัว มักมีเกล็ดละเอียดและอาจมีขนสั้นอยู่ประปราย ขาหน้าเล็กมี 4 นิ้ว ส่วนขาหลังใหญ่ กว่าและมี 5 นิ้ว

     หนูเป็นสัตว์ที่ขยายพันธุ์ได้เร็วและเกือบตลอดปี ปกติหนูเติบโตเต็มที่เมื่ออายุประมาณ 2 เดือน ขึ้นไป ระยะเป็นสัด (estrus cycle) ในหนูเพศเมียประมาณ 4-8 วัน และยอมรับการผสมพันธุ์จากหนูเพศผู้เฉพาะช่วงที่เป็นสัดเท่านั้น เพศเมียตั้งท้องนาน 20-23 วัน และออกลูกครอกละหลายตัว หลังคลอดลูกแล้ว 24 ชั่วโมง แม่หนูสามารถรับการผสมพันธุ์ได้ทันที ดังนั้น ในปีหนึ่ง ๆ หนูจะออกลูกได้หลายครอก และมีการ คำนวณว่าในเวลา 1 ปี หนู 1 คู่ สามารถขยายพันธุ์รวมกันได้มากกว่า 1,000 ตัว อย่างไรก็ตาม ประชากรของ หนูในธรรมชาติจะไม่เพิ่มขึ้นมากจนเกินไป เพราะปริมาณหนูจะถูกควบคุมด้วยปัจจัยที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย ศัตรูธรรมชาติ เชื้อโรค ฯลฯ

     ลูกหนูที่เกิดใหม่ ลำตัวเป็นสีแดง ส่วนตาและใบหูพับปิดสนิท ขนเริ่มขึ้นเมื่ออายุ 2-4 วัน มีขนขึ้น เต็มตัวและหูได้ยินเสียงเมื่ออายุ 8-12 วัน ตาเปิดเมื่ออายุ 14-17 วัน ลูกหนูอายุ 3 สัปดาห์ จะเริ่มหย่านม และ กินอาหารแข็ง ๆ เมื่ออายุ 1 เดือน อายุ 2-3 เดือน หนูจะโตเต็มวัยพร้อมผสมพันธุ์ได้และออกจากรัง อย่างไร ก็ตาม ลูกหนูสามารถเรียนรู้อันตรายจากเหยื่อพิษและกับดักที่แม่ของมันประสบมา จึงทำให้ลูกหนูหลีกสิ่งอันตราย เหล่านี้ได้

นิเวศวิทยาของหนู

ลักษณะที่สำคัญ อุปนิสัย แหล่งอาศัย และความสามารถของหนู 

     1. หนูเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก (small mammal) ที่สามารถดำรงชีวิตได้ดีตั้งแต่บริเวณ อาร์กติก เขตทุนดรา ไปจนถึงเขตร้อนชื้น ทะเลทราย และภูเขาทราย และมีความหลากหลายในเรื่องของอาหาร จึงทำให้พบแพร่กระจายเกือบทั่วโลก

     2. หนูมีฟันแทะ (incisors) 2 คู่ คือ ที่กรามบน (upper jaw) 1 คู่ และอีก 1 คู่ อยู่ที่กรามล่าง (lower jaw) ทำให้มีนิสัยการกินแบบกัดแทะ เนื่องจากส่วนเคลือบฟัน (enamel) ของฟันแทะมีความ แข็งแกร่งมาก ซึ่งมีค่าระดับความแข็งของโมห์ส (Mohs scale) เท่ากับ 5 ในขณะที่ค่าความแข็งของตะกั่ว สังกะสี และเหล็กมีค่าเท่ากับ 1.5, 2.5 และ 4.5 ตามลำดับ ส่วนที่เป็นเนื้อฟัน (dentine) ของฟันแทะซึ่ง อยู่ด้านหลังของเคลือบฟันจะสึกกร่อนได้ง่ายกว่า ดังนั้น การกัดแทะกินอาหารหรือสิ่งของต่าง ๆ ของหนู จึงส่งผลให้เนื้อฟันด้านหลังกร่อนมากกว่าเคลือบฟันด้านหน้า จึงทำให้ฟันแทะมีลักษณะคล้ายสิ่ว ด้วยเหตุนี้หนู จึงสามารถกัดแทะไม้ ปูน พลาสติก โลหะ หรือสายไฟเคเบิ้ลได้ไม่ยากนัก เนื่องจากฟันแทะของหนูงอกยาว ได้ตลอดชีวิตเฉลี่ยประมาณปีละ 5 นิ้ว ฟันที่ยาวขึ้นมากนั้นจะทำให้กินอาหารไม่ได้ เพื่อไม่ให้ฟันแทะคู่หน้า ยาวเกินไป จึงทำให้หนูต้องกัดแทะสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ตามทางเดินของมัน เช่น ต้นไม้ เสาไม้ สายไฟ ฯลฯ โดยไม่จำเปน็ ต้องเป็นอาหารที่กินได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ฟันแทะคม ยาวพอเหมาะ และอยู่ในตำแหน่งที่จะกินอาหารได้สะดวก

     3. หนูมีประสาทสัมผัสและรับความรู้สึกที่ดีเยี่ยม ปกติหนูเป็นสัตว์ที่ออกหากินในเวลากลางคืน (nocturnal) แต่บางครั้งเมื่ออาหารขาดแคลน หรือมีประชากรหนูมากเกิน (over population) ก็อาจทำให้ หนูบางตัวต้องออกหากินในเวลากลางวัน สิ่งที่ช่วยให้หนูสามารถออกหากินในเวลากลางคืนได้เป็นอย่างดี คือ หนวด (vibrissae) ซึ่งอยู่บริเวณด้านข้างใกล้จมูกทั้ง 2 ข้าง อุ้งตีน ทั้ง 4 ขา และ guard hair ที่มีความยาว กว่าขนอื่น ๆ อยู่บริเวณใต้ท้องของลำตัวหนู ซึ่งบริเวณเหล่านี้มีประสาทสัมผัสที่ไวมาก หนูใช้หนวดในการคลำ ทางหาอาหาร ส่วนขนที่ใต้ท้องและการสัมผัสของอุ้งตีนบนพื้นผิวที่มันวิ่งผ่านจะช่วยให้หนูเรียนรู้และจดจำถึง สภาพพื้นที่ที่มันวิ่งผ่านได้เป็นอย่างดี ดังนั้น หนูจึงมักออกหากินไปตามทางเดิมอยู่เสมอ ทำให้เกิดเป็นรอย ทางเดิน นอกจากประสาทสัมผัสที่ไวมากที่ขนดังกล่าวแล้ว หนูยังมีจมูกที่มีประสาทรับกลิ่นต่าง ๆ ที่ดีเยี่ยม ใช้ ดมกลิ่นเพื่อค้นหาแหล่งอาหารที่อยู่ไกล ๆ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ประสาทในการชิมรสอาหารที่ลิ้นก็ไวมาก และสามารถตรวจหรือรับรู้รสแปลกปลอมที่เป็นพิษในอาหารได้โดยง่าย จึงทำให้หนูเกิดการเข็ดขยาดต่อ เหยื่อ (bait shyness) และจดจำได้นาน 2-5 เดือน

     4. หนูสามารถส่งเสียงและรับฟังเสียงที่มีความถี่สูงถึง 45 กิโลเฮริท์ซ (Khz) หรือ ultrasound ในการ สื่อสารเรื่องตำแหน่งแหล่งอาหาร หรืออันตรายได้ในระยะไกล ๆ

     5. การมองเห็นภาพต่าง ๆ ของหนูไม่ดีนักเมื่อเทียบกับสายตามนุษย์ เนื่องจากระบบโครงสร้างในการ มองเห็นภาพและการรับแสงของหนูซึ่งเรียกว่า จอตา (retina) ถูกสร้างขึ้นให้มีลักษณะคล้ายนิ้วมือ ทำให้เพิ่ม พื้นที่รับแสงมากขึ้น เหมาะต่อการหากินในเวลากลางคืน และมีเซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ไวต่อการ รับแสงสว่าง แต่ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ทำหน้าที่ในการรับภาพเท่านั้น จึงไม่สามารถให้ข้อมูล เกี่ยวกับสีได้ จึงทำให้ภาพที่หนูมองเห็น เป็นสีขาวดำเท่านั้น

     6. หนูเป็นสัตว์ที่ว่ายน้ำและดำน้ำได้เป็นอย่างดี เพราะจมูกหนูมีลักษณะงองุ้มและมีแผ่นเยื่อตาปิดตา (eye lids) ขณะที่ดำน้ำ ได้มีการศึกษาความสามารถในการดำน้ำของหนูนอรเว พบว่าสามารถดำน้ำได้นาน คราวละ 30 วินาที ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าหนูชนิดนี้สามารถดำน้ำผ่านท่อระบายน้ำจากนอกบ้าน เข้าไปในบ้านได้ ปกติแล้วหนูสามารถว่ายน้ำได้เป็นระยะทางไกล 600-1,000 เมตร และได้นาน 3-4 ชั่วโมง

     7. หนูสามารถกระโดดได้สูงถึง 0.5 เมตร และกระโดดได้ไกลถึง 1.2 เมตร จากพื้นที่ราบ และสามารถ กระโดดจากพื้นที่สูง 5-15 เมตร ลงสู่พื้นล่างได้อย่างปลอดภัยและได้ไกลอย่างน้อย 2 เมตร

     8. หนูมีหางยาว เพื่อใช้ทรงตัวและบังคับทิศทาง จึงปีนป่ายในแนวดิ่งได้ดี และ/หรือเดินไต่ลวดที่มีเส้น ผ่าศูนย์กลาง 1.6 มิลลิเมตร ได้เป็นระยะทางหลายเมตร

ชนิดของหนูที่เป็นศัตรูของมนุษย์

      หนูศัตรูสำคัญในกระบวนการผลิตพืช–สัตว์ในเขตชุมชน และทางสาธารณสุขในประเทศไทย มีการจัด ลำดับชั้น ดังต่อไปนี้

      หนูสกุลที่สำคัญและพบมากในประเทศไทย มี 3 สกุล คือ สกุลหนูพุก (Bandicota spp.) สกุล หนูท้องขาว (Rattus spp.) สกุลหนูหริ่ง (Mus spp.) และสามารถแบ่งตามแหล่งที่พบอาศัยเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

1. หนูป่า หรือหนูนา (wild or field rats)

     หนูกลุ่มนี้พบในธรรมชาติ ในสภาพพื้นที่ป่า ทุ่งหญ้า หรือตามแหล่งที่มีการปลูกพืช หนูกลุ่มนี้จะกิน เมล็ดพืช รากพืช ใบ ผลของพืช แมลง หอย ปู ปลา ฯลฯ เป็นอาหาร หนูหลายชนิดขุดรูอาศัยในดิน เช่น หนู ในสกุลหนูพุก (Bandicota spp.) หนูสกุลท้องขาว (Rattus spp.) เป็นต้น บางชนิดอาศัยอยู่ตามกอหญ้าหรือ ขุดรูตามรอยแตกของหน้าดิน เช่น หนูในสกุลหนูหริ่ง (Mus spp.) เป็นต้น บางชนิดอาศัยอยู่ในรังนกเก่า ๆ ใน โพรงต้นไม้ หรือบนต้นไม้ เช่น หนูมือลิง หนูสกุลท้องขาวขนาดเล็ก หนูหริ่ง เป็นต้น หนูกลุ่มนี้เป็นตัวการสำคัญ ในการนำโรคมาสู่มนุษย์และสัตว์เลี้ยง

2. หนูบ้าน หรือหนูในแหล่งชุมชน หรือหนูในเมือง (commensal or domestic rats)

เป็นกลุ่มหนูที่พบอาศัยอยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุด พบในแหล่งชุมชน หรือในเมือง กินอาหาร เกือบทุกชนิดที่มนุษย์กินได้และเหลือทิ้ง มีทั้งที่สามารถขุดรูอาศัยในดิน หลบซ่อนอยู่ตามที่ต่าง ๆ ทั้งในและ นอกอาคารบ้านเรือน หรือในท่อระบายน้ำ หรือในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หนูเหล่านี้ชอบกัดแทะทำลายของกิน ของใช้ ต่าง ๆ และยังเป็นตัวการสำคัญในการนำโรคสู่มนุษย์และสัตว์เลี้ยง ตลอดจนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ อันเนื่องจากไฟฟ้าลัดวงจร ได้แก่ หนูสกุลท้องขาว และหนูสกุลหนูหริ่ง เป็นต้น

          การจำแนกชนิดของหนูที่ใช้กันทั่ว ๆ ไป คือ จำแนกตามลักษณะภายนอก (external characters) เช่น ขนาด น้ำหนัก ลักษณะของสีขน จำนวนเต้านม (เพศเมีย) เป็นต้น ลักษณะเหล่านี้ ต้องดูจากหนูที่โต เต็มวัยแล้ว ซึ่งการจะรู้ว่าหนูโตเต็มวัยหรือไม่ ดูจากอวัยวะเพศ ถ้าเป็นเพศผู้จะเห็นอัณฑะหย่อนลงถุงห้อย บริเวณโคนหาง ส่วนเพศเมียจะมองเห็นช่องอวัยวะสืบพันธุ์เปิดและเต้านม (mammae) ชัดเจน ส่วนการ จำแนกชนิดหนูที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในสกุลเดียวกันนั้น จำเป็นต้องศึกษาขนาดและลักษณะสัณฐานวิทยา ของกะโหลกศีรษะ ฟันแทะ และฟันกราม ตลอดจนพฤติกรรมการดำรงชีวิตของหนูประกอบ

ในประเทศไทยหนูที่พบในเขตเมืองหรือแหล่งชุมชนต่าง ๆ เปนหนูสกุลท้องขาว มี 3 ชนิด คือ 

 

1. หนูนอรเว (Norway rat, brown rat, habour rat, sewer rat, Rattus norvegicus (Berkenhout, 1769)

    เปนหนูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสกุลนี้ มีน้ำหนักตัวประมาณ 200-500 กรัม กินอาหารได้ทุกประเภท หากมีอาหารสมบูรณ์จะทำให้หนูชนิดนี้มีขนาดลำตัวใกล้เคียงหนูพุก หนูชนิดนี้ชอบอาศัยใกล้แหล่งน้ำ และ มีชื่อเรียกขานหลายชื่อตามแหล่งที่อยู่อาศัยหรือแหล่งที่ออกหากิน เช่น หนูท่อ หนูขยะ หนูท่าเรือ และหนูเลา เปนต้น ปกติชอบขุดรูอาศัยในดินใกล้กองขยะ ใต้ถุนบ้าน หรือสนามบ้าน ที่ปากรูมีขุยดินกองใหญ่คล้ายของ หนูนา หรือพบอาศัยในท่อระบายน้ำในแหล่งชุมชน ตามตลาด มีความยาวหัวรวมลำตัวประมาณ 233 มิลลิเมตร หางสั้นกว่าความยาวหัวรวมลำตัว ยาว 201 มิลลิเมตร และมี 2 สี ด้านบนสีเข้มกว่าด้านล่าง หน้า จะปานหรือทู่กว่าหนูท้องขาวบ้าน มีตาและใบหูเล็กกว่าเช่นกัน ขนด้านท้องสีเทา ด้านหลังขนสีน้ำตาลหรือสีดำ ตีนหลังใหญ่ขนาด 44 มิลลิเมตร และมีขนขาวตลอด เพศเมียมีเต้านม 3 คู่ ที่อกและ 3 คู่ ที่ท้อง พบทั่วประเทศ ในเขตเทศบาลเมืองทุกแห่ง อาจพบในพื้นที่ทำการเกษตรที่ติดต่อกับเขตชุมชนใหญ่ ๆ เปนพาหะนำโรคที่สำคัญ หลายชนิดสู่มนุษย์และสัตว์เลี้ยง 

     พฤติกรรมการอยู่รวมกันเปนกลุ่มใหญ่ของหนูนอรเว เปนแบบ pecking order โดยหนูเพศผู้ที่มี ขนาดใหญ่และแข็งแรงเปนจ่าฝูง จึงเลือกที่อยู่และกินอาหารที่ดีที่สุดได้ก่อน และกำหนดเขตถิ่นอยู่อาศัยโดย ใช้ปสสาวะและไขมันจากขน ในแต่ละกลุ่ม จะมีหนูเพศเมียมากกว่า 1 ตัว ลูกหนู และอาจมีหนูเพศผู้ตัวอื่น ๆ ที่อ่อนแอกว่า เปนหนูที่มีนิสัยดุร้ายและก้าวร้าวโดยเฉพาะเวลาที่แย่งถิ่นอาศัย อาหาร และหนูเพศเมีย ปกติแล้วหนูที่โตเต็มที่จะกินอาหาร 20-30 กรัมต่อคืน (ประมาณร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัว) และสามารถ เดินทางในแต่ละคืนเปนระยะทางไกล 2-3 กิโลเมตร เพื่อหาอาหาร 

2. หนูท้องขาวบ้าน (roof rat, ship rat, house rat, Rattus rattus (linnaeus, 1758)

     หนูชนิดนี้มีความหลากหลายในเรื่องของสีขน ซึ่งขึ้นอยู่กับภูมิประเทศที่พบ และมีชื่อเรียกต่าง ๆ ตามแหล่งที่อยู่อาศัย เช่น หนูหลังคา หนูเรือ หนูบ้าน และหนูสวน เปนต้น ตัวเต็มวัยมีน้ำหนักอยู่ระหว่าง 90-250 กรัม ความยาวหัวรวมลำตัวเท่ากับ 182 มิลลิเมตร ปกติสีขนด้านหลังเปนสีน้ำตาลแกมเหลืองและ กลางหลังมีขนแข็งสีดำแทรกอยู่ ขนด้านท้องสีขาวครีม บางครั้งมีแถบขนสีน้ำตาลคล้ำยาวจากส่วนคอถึง กลางอก ขนบริเวณตีนหลังส่วนใหญ่ยาวและมีขนดำแทรกปะปนบ้าง หางสีดำตลอด มีเกล็ดละเอียดเล็ก ๆ และ ยาวมากกว่าความยาวหัวรวมลำตัว ยาว 188 มิลลิเมตร จมูกแหลมจึงทำให้หน้าค่อนข้างแหลมด้วย ใบหูใหญ่ ตาโต เพศเมียมีเต้านม 2 คู่ ที่อก และ 3 คู่ ที่ท้อง (ในบางแห่ง เพศเมียมีเต้านม 3 คู่ แต่คู่ที่ 3 อยู่ชิดกับคู่ที่ 2 หรือห่างกันน้อยกว่า 1 เซนติเมตร) ปีนป่ายเก่งมาก พบได้ทั่วประเทศ ตามเพดานของอาคารบ้านเรือน ยุ้งฉาง นาข้าว ในสวนผลไม้ มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน เปนต้น ปกติไม่ชอบขุดรูอาศัยในดิน มักอาศัยอยู่บนต้นไม้ บนที่สูง หรือใต้หลังคาในห้องต่าง ๆ ของอาคาร แต่ถ้าขุดรูมักไม่พบขุยดินบริเวณปากรูทางเข้า หรือมีขุยดินน้อยมาก ชอบกินผลไม้ ผัก และเมล็ดพืชมากกว่าเนื้อสัตว์

     พฤติกรรมการอยู่ร่วมกันเปนกลุ่มพบในหนูชนิดนี้เช่นเดียวกันกับหนูนอรเว แต่มีจำนวนสมาชิก น้อยกว่า จ่าฝูงมักเปนเพศผู้ หนูชนิดนี้มีรูปร่างที่เพรียวกว่าหนูนอรเว และชอบอาศัยอยู่ในที่สูง เช่น ใต้หลังคา บ้าน ตามขื่อ และคานของโรงเก็บอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ บนต้นไม้ เปนต้น ในขณะที่หนูนอรเวชอบอาศัยใต้ อาคาร หรือขุดรูอยู่บริเวณนอกบ้าน หนูชนิดนี้มีความดุร้าย ก้าวร้าวน้อยกว่าหนูนอรเว ปกติแล้วมักละการต่อสู้ ด้วยการวิ่งหนีจากไปหรือย้ายแหล่งที่อยู่

3. หนูจี๊ด (polynesian rat, burmese house rat, Rattus exulans (Peal, 1848)

     เปนหนูที่มีขนาดเล็กที่สุดในสกุล Rattus มีน้ำหนักตัวอยู่ระหว่าง 27-60 กรัม ความยาวหัวรวม ลำตัวเท่ากับ 115 มิลลิเมตร ตาโต ใบหูใหญ่ ตีนหลังยาว 23 มิลลิเมตร หางยาวกว่าความยาวหัวรวมลำตัวมากยาว 128 มิลลิเมตร และมีสีเดียวตลอด ขนด้านหลังมีสีน้ำตาลแก่ ขนด้านท้องสีเทา เพศเมียมีเต้านม 2 คู่ ที่อก และ 2 คู่ ที่ท้อง หนูชนิดนี้ปีนป่ายได้ดีและว่องไวมาก ชอบอาศัยในที่แห้งตามบ้านเรือนโดยเฉพาะใน ห้องครัว ห้องเก็บของ ตู้ ลิ้นชัก และยุ้งฉางทั่วประเทศ กรณีที่พบในหมู่บ้านที่ติดกับพื้นที่ทำการเกษตร อาจพบ หนูจี๊ดทำลายพืชในไร่นา สวนมะพร้าว สวนผลไม้ แปลงถั่วต่าง ๆ เช่น ถั่วมะคาเดเมีย ฯลฯ เช่นเดียวกันกับ หนูนอรเว หนูชนิดนี้กินอาหารได้เกือบทุกประเภท

4. หนูหริ่งบ้าน (house mouse, Mus musculus (Linnaeus, 1766)

     ในประเทศไทย หนูชนิดนี้มีขนาดเล็กกว่าหนูหริ่งบ้านที่พบในยุโรป แต่สีขนคล้ายกัน คือ สีขน ด้านบนและด้านท้องคล้ำ ขนบนหลังเท้าดำ ยกเว้นปลายเล็บเท้าขาว สีหางมีสีเดียว ฟนเล็ก หน้าสั้น มี น้ำหนักตัวประมาณ 12 กรัม ความยาวหัวรวมลำตัว 74 มิลลิเมตร หางยาว 79 มิลลิเมตร ตีนหลังยาว 16 มิลลิเมตร ใบหูยาว 12 มิลลิเมตร เพศเมียมีเต้านม 3 คู่ ที่อก และ 2 คู่ ที่ท้อง เปนหนูที่ตกใจได้ง่าย และออกอาหารในเวลากลางคืนเช่นกัน ชอบอาศัยในที่มืดตามลิ้นชักตู้ หรือตามท่อเสาที่มีรูเปด และไม่กลัว สิ่งใหม่ ๆ เมื่อสภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลง หนูชนิดนี้จะออกสำรวจสภาพแวดล้อมใหม่ทุกวัน 

การป้องกันและกำจัดหนู (rodent control)

แบ่งออกเปน 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

  • 1. การลดจำนวนหนู (rodent reduction) ได้แก่ 1.1 การใช้กับดัก กรงดัก กาวดัก เปนต้น

1.2 การปรับปรุงสภาพแวดล้อมตามแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์ โดยใช้หลักการสุขาภิบาล สิ่งแวดล้อมที่ดี เน้นการรักษาความสะอาดบ้านเรือนและแหล่งชุมชน โดยการเก็บขยะมูลฝอยที่มิดชิด และการกำจัดขยะที่ถูกต้อง เปนวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดปจจัยพื้นฐานที่หนูต้องการเพื่อการดำรงชีวิต

1.3 การใช้ศัตรูธรรมชาติของหนู เช่น นกแสก งู พังพอน แมว และเชื้อโรค เปนต้น 

1.4 การใช้วัตถุอันตรายที่สังเคราะห์ หรือสารสกัดจากพืช เช่น สารรม สารเคมีกำจัดหนู เป็นต้น

  • 2. การกั้นหนูมิให้เข้ามายังอาคาร โรงเก็บ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์(rodent exclusion) 

2.1 การใช้วัสดุที่แข็ง เช่น แผ่นสังกะสีหรือแสตนเลส ตาข่ายเหล็กหรือตาข่ายลวดที่มีขนาด ตาข่าย 0.5–1.2 เซนติเมตร กั้นไม่ให้หนูเข้าสู่อาคารบ้านเรือน

2.2 การก่อสร้างโรงเรือน หรืออาคารที่มีที่กั้นหนูหรือติดตั้งอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ที่ป้องกันหนู เข้าไปในตัวอาคารได้ เช่น การกั้นบริเวณหน้าประตูด้วยฉากเหล็กสูงประมาณ 50–60 เซนติเมตร เป็นต้น

2.3 การไล่หนูออกจากบริเวณที่ต้องการควบคุม เช่น ใช้เครื่องกำเนิดคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ และสารไล่หนู เป็นต้น

การจัดการหนู(rodent management) 

 

  • 1. การสำรวจปริมาณหนูจากร่องรอยของหนูและประเมินปัญหาหนูในพื้นที่ ตลอดจนการทำ แผนที่สภาพพื้นที่ต้องการควบคุมหนู ตำแหน่งที่วางภาชนะใส่เหยื่อพิษ และวางแผนการปฏิบัติงาน โดย

1.1 สำรวจร่องรอยของหนู

มีความสำคัญและจำเป็นยิ่งต่อการป้องกันและกำจัดหนู เพราะช่วยให้ทราบว่ามีหนูอยู่ บริเวณนั้นหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด ร่องรอยหนูที่สามารถสังเกตได้ มีดังนี้

รอยกัดแทะ

เนื่องจากหนูมีนิสัยชอบกัดแทะเพื่อกินอาหารและลับฟัน หากเราพบรอยกัดแทะใหม่ ๆ ของอาหาร หรือสิ่งของต่าง ๆ สามารถยืนยันได้ว่า ณ ที่นั้นมีหนูอยู่ และอาจจำแนกชนิดของหนูที่มีอยู่ได้ว่า เป็นตัวเล็กหรือตัวใหญ่จากขนาดของร่องรอยกัดแทะนั้น

โพรง หรือรูหนู

หนูนอรเวชอบอาศัยในที่ที่มีลักษณะเปียก ชื้น เรียบมัน อาจขุดรูเป็นโพรงลงในดิน และ มักมีขุยดินมากมายกองหน้าปากรูทางเข้า หรืออาจอาศัยบริเวณที่พักและน้ำท่วมไม่ถึงภายในท่อระบายน้ำ สำหรับรูของหนูท้องขาวบ้านมักไม่พบขุยดิน 

รอยทางเดิน และรอยตีนหนู

หนูใช้เส้นทางเดิมเวลาออกหากินเสมอ ถ้าพบหนูอาศัยภายนอกอาคารหรือโรงเรือน จะ เห็นทางเดินเล็ก ๆ บนผิวดินบริเวณใกล้กำแพงเปนทางราบเรียบ ระหว่างต้นวัชพืช หรือลอดใต้กองฟาง หรือรอบต้นไม้ที่หนูชอบปีนป่ายไปหาอาหารหรือพักอาศัย หรือตามฝาผนัง กำแพงภายในอาคาร มักพบ รอยคราบสกปรกดำ อันเนื่องจากไขมันจากขนบริเวณท้องและปสสาวะ นอกจากนี้ ยังพบรอยตีนหนู มูลหนู และขนของหนูด้วยเช่นกัน หากทางนั้นใช้เปนเวลานาน ๆ จะมองเห็นทางได้ชัดเจน 

 มูลหนู และปัสสาวะหนู

มูลของหนูใหม่ ๆ จะเปียก นุ่มเหนียว เปนมัน เวลากดเปลี่ยนรูปได้ง่าย มักพบบริเวณที่ กินอาหาร และบริเวณทำกิจกรรมต่าง ๆ ขนาดของมูลหนูอาจจำแนกชนิดของหนูเบื้องต้นได้ เช่น มูลของ หนูนอรเว รูปที่ 4.7.4 (ก) มีขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายแคปซูลยา หัวท้ายมน ยาว 12-15 มิลลิเมตร สีดำมัน ส่วนมูลของหนูท้องขาวบ้าน (ข) มีขนาดเล็ก และแห้งกว่า รูปร่างคล้ายกระสวย ยาว 10-12 มิลลิเมตร นอกจากนี้ บริเวณที่พบมูลหนู มักพบรอยเปียกจากปสสาวะหนูในบริเวณที่หนูกินอาหารด้วย เช่น คราบ หรือปสสาวะหนูบนกระสอบอาหาร เปนต้น 

  • 2. การป้องกันและกำจัดหนูโดยวิธีการต่าง ๆ

2.1 โดยวิธีการสุขวิทยาและสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม (sanitation and environmental management)

2.1.1 การปรับปรุงสภาพแวดล้อมตามแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์ และฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โดยใช้หลักการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่ดี ที่เน้นการรักษาความสะอาดบ้านเรือนแหล่งชุมชน ฯลฯ การเก็บ ขยะมูลฝอยที่มิดชิด และการกำจัดขยะที่ถูกต้องเพื่อลดปัจจัยพื้นฐานที่หนูต้องการในการดำรงชีวิต เช่น อาหาร น้ำ และที่อยู่อาศัย เป็นต้น จะช่วยลดปริมาณหนู รวมถึงการแพร่เชื้อโรคสู่สัตว์เลี้ยงและมนุษย์ลงได้ สำหรับในโรงเรือนที่เก็บผลผลิตการเกษตร อาหาร และสินค้าอุปโภคชนิดต่าง ๆ ควรมีการจัดเก็บวางสินค้า เหล่านี้บนชั้นวางของอย่างเป็นระเบียบ หรือวางกระสอบผลผลิตทางการเกษตรบนชั้นไม้ หรือชั้นพลาสติก (palette) และอยู่สูงจากพื้นซีเมนต์ประมาณ 30 เซนติเมตร และวางห่างจากฝาผนังห้องประมาณ 0.5-1 เมตร

2.1.2 การจัดการแหล่งที่อยู่อาศัยของหนู

• มีที่จัดเก็บอาหาร สินค้า สิ่งของ และวัสดุต่าง ๆ อย่างเป็นระเบียบและถูกต้อง ตามหลักสุขอนามัยที่ดี การจัดระเบียบและทำความสะอาดภายในอาคารอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยในการ ลดที่อยู่อาศัยของหนูได้

• ทำลายรูหนู หรือที่อยู่อาศัยของหนูภายนอกอาคาร ตลอดจนการตัดหญ้า และ ตัดแต่งต้นไม้ที่หนาทึบ ทั้งบริเวณในและรอบบ้าน จะช่วยลดที่หลบซ่อนตัวของหนูลงได้

• บริเวณรอบ ๆ ตัวอาคาร ต้องดูโล่งและเข้าถึงได้ทุกจุด ไม่มีบริเวณที่เป็นมุมอับ ที่หนูจะเข้ามาหลบซ่อนได้เช่นกัน

2.1.3 การป้องกันไม่ให้หนูเข้าตัวอาคารหรือโรงเรือน

• ก่อนการสร้างอาคารหรือโรงเรือนใหม่ทุกครั้ง ต้องมีการออกแบบตัวอาคารที่ สามารถป้องกันไม่ให้หนูเข้ามาภายในได้

• สำหรับอาคารเก่าที่ไม่มีการวางแผนป้องกันการเข้ามาของหนู ต้องทำการปิดทาง เข้าทุกทางที่หนูสามารถเข้าไปในตัวอาคารได้ เช่น ใช้กรวยสังกะสีหรือแผ่นอลูมิเนียมเรียบ ครอบเสาโรงเรือน และยุ้งฉาง ใช้แผ่นสแตนเลสหรือลวดตาข่ายปิดทางเข้าของหนูสู่ตัวอาคาร นอกจากนั้น การใช้แผ่นสังกะสีตี ปิดตามประตูทางเข้ายุ้งฉาง โรงเก็บ หรือทางเข้าอาคาร สูง 60 เซนติเมตร จะสามารถป้องกันมิให้หนู แทะประตูผ่านเข้ามาได้ 

2.2 โดยวิธีกล (mechanical control)

• ใช้กรงดัก

• ใช้กับดักแบบต่าง ๆ

• ใช้กาวดัก

• ใช้รั้วพลาสติก เป็นต้น

2.3 โดยวิธีกายภาพ (physical control)

• ใช้เครื่องกำเนิดเสียงอัลตราซาวด์ หรือคลื่นเสียงแบบอื่น ๆ ไล่หนูออกจากบริเวณที่ต้องการ ควบคุม

• ใช้รั้วไฟฟ้า

• ใช้น้ำ กักให้ท่วมบริเวณที่ต้องการควบคุมเป็นการชั่วคราว

2.4 โดยชีววิธี(biological control)

เป็นการใช้ศัตรูธรรมชาติของหนูที่มีศักยภาพสูง เพื่อควบคุมประชากรหนูในระดับหนึ่ง ได้แก่ การใช้สัตว์ผู้ล่าหนูเป็นอาหาร เช่น นกแสก งู พังพอน เป็นต้น และการใช้ปรสิต (parasite) หรือ เชื้อโรคที่พบในหนูกำจัดหนู เช่น เหยื่อโปรโตซัวกำจัดหนูสำเร็จรูป (Sarcocystis singaporensis) (ภาค ผนวก 1) เป็นต้น การป้องกันและกำจัดหนูวิธีนี้เหมาะในรักษาความสมดุลของประชากรหนูไม่ให้สูงมากนัก และถ้าใช้ร่วมกับวิธีการป้องกันกำจัดหนูวิธีอื่น ๆ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมหนูได้ดียิ่งขึ้น และ เป็นเวลานานขึ้น

  • 2.5 โดยวิธีกำจัดหนูด้วยสารเคมี(chemical control) 

     เป็นสารกำจัดหนู ที่หนูต้องกินติดต่อกันช่วงระยะเวลาหนึ่งหรือกินครั้งเดียว และสะสมพิษในร่างกายถึงปริมาณเพียงพอที่จะออกฤทธิ์ทำให้หนูตาย โดยเกิดอาการเลือดไม่แข็งตัว (anticoagulant) ทำให้เลือดไหลออกทางหลอดเลือดฝอย และช่องเปิดของร่างกาย ตามบาดแผล ทำให้ มีเลือดคั่งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย และหนูตายในที่สุดภายในระยะเวลา 3–15 วัน เป็นเหยื่อพิษ สำเร็จรูปที่มีอัตราความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ ตั้งแต่ 0.005-0.1% แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

กลุ่มที่ 1 ได้แก่ วอร์ฟาริน (warfarin)

     ซึ่งผลิตขึ้นเป็นชนิดแรก เพื่อใช้ ทดแทนสารกำจัดหนูประเภทออกฤทธิ์เร็ว และสามารถแก้ปัญหาการเข็ดขยาดต่อเหยื่อพิษ (bait shyness) เพราะหนูไม่แสดงอาการป่วยกะทันหัน ความเป็นพิษที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกันกับสารกำจัดหนูออกฤทธิ์เร็ว หนูต้องกินเหยื่อพิษกลุ่มนี้หลายวันเพื่อสะสมพิษให้ถึงปริมาณที่ทำให้หนูตาย ซึ่งทำให้เกิดผลเสียที่ติดตาม มาในภายหลัง คือ ในปี ค.ศ. 1958 มีรายงานความต้านทานของหนูหริ่งบ้าน (Mus musculus) และ หนูนอรเว (Rattus norvegicus) ต่อสารกำจัดหนู warfarin ในหลายประเทศในทวีปยุโรป ทั้งใน ประเทศสก๊อตแลนด์ อังกฤษ ฝรั่งเศส เดนมาร์ค และสหรัฐอเมริกา ทำให้การกำจัดหนูด้วย warfarin ไม่ประสบสำเร็จมากนัก ดังนั้น จึงได้มีการวิจัยพัฒนาและผลิตสารกำจัดหนูประเภทออกฤทธิ์ช้ากลุ่มนี้อีก หลายชนิด เช่น ฟูมาริน (fumarin) คูมาคลอร์ (coumachlor) คูมาเตตระลิล (coumatetralyl) โดย เฉพาะสาร coumatetralyl มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกันแต่มีพิษต่อหนูมากกว่า จึงถูกนำมาใช้กำจัดหนูที่ ต้านทานต่อ warfarin และยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน

กลุ่มที่ 2 เป็นสารกำจัดหนูประเภทออกฤทธิ์ช้า

     ที่มีการพัฒนาและผลิตขึ้น มาใช้กับหนูและสัตว์ฟันแทะที่ต้านทานต่อ warfarin สารกลุ่มนี้มีความเป็นพิษสูงกว่าสารกำจัดหนูกลุ่ม ออกฤทธิ์ช้าในกลุ่มแรก สามารถเอาชนะปัญหาความต้านทานของหนูและสัตว์ฟันแทะได้ เช่น ไดฟีนาคูม (difenacoum) โบรดิฟาคูม (brodifacoum) โบรมาไดโอโลน (bromadiolone) โฟลคูมาเฟน (flocoumafen) ไดฟีไทรอะโลน (difethialone) ทั้ง 5 ชนิดนี้ เป็นสารที่มีความเป็นพิษคล้ายคลึงกับ สารกำจัดหนูประเภทออกฤทธิ์ช้าอื่น ๆ แต่เป็นสารกำจัดหนูที่กินเพียงครั้งเดียวก็ถึงตาย (single dose rodenticides หรือ one feed kill) และยังมีความเป็นพิษสูงต่อสัตว์ที่ล่าหนูเป็นอาหารโดยเฉพาะอย่าง ยิ่งต่อนกนักล่า

การประเมินผลหลังการดำเนินการการป้องกันและกำจัดหนู

โดยการสำรวจร่องรอยหนูและปริมาณหนูอย่างสม่ำเสมอ และนำมาวิเคราะห์เพื่อใช้แสดงผล เปรียบเทียบในเชิงรูปภาพ ตลอดจนการวิเคราะห์ในการดำเนินการป้องกันกำจัดอย่างได้ผล




ข้อมูลทางด้านแมลง

ข้อมูลเกี่ยวกับไรฝุ่น
ข้อมูลเกี่ยวกับแมลงวัน
ข้อมูลเกี่ยวกับยุง
ข้อมูลเกี่ยวกับแมลงสาบ
ข้อมูลเกี่ยวกับปลวก
ข้อมูลเกี่ยวกับมด