ReadyPlanet.com
ข้อมูลเกี่ยวกับแมลงสาบ

 แมลงสาบ

          แมลงสาบเป็นแมลงดึกดำบรรพ์ที่อาศัยอยู่บนโลกนี้มานานประมาณ 250 ล้านปี โดยสันนิษฐานจาก หลักฐานซึ่งเป็นฟอสซิล (fossil) ที่ถูกค้นพบ ตามการจำแนกแมลงทางวิทยาศาสตร์ แมลงสาบถูกจัดกลุ่มไว้ใน ชั้น (class) Insecta อันดับ (order) Orthoptera บางครั้งพบว่าในตำราบางเล่ม แมลงสาบอาจจะถูกจัดอยู่ใน อันดับ Dictyoptera หรือ Blattodea ก็ได้ การจำแนกที่แตกต่างกันเหล่านี้ เกิดขึ้นจากการใช้ลักษณะ บางอย่างที่แตกต่างกันมาใช้ในการจำแนก แมลงสาบถูกจำแนกย่อยออกเป็นวงศ์ (family) ต่าง ๆ ได้ทั้งสิ้น 5 วงศ์ คือ Blattidae, Blattellidae, Blaberidae, Cryptocercidae และ Polyphagidae จนกระทั่งปจจุบ ั ันนี้ แมลงสาบที่พบทั่วโลกมีทั้งสิ้นประมาณ 4,000 ชนิด (species)

         ชีววิทยาและนิเวศวิทยาของแมลงสาบ

วงจรชีวิต

          แมลงสาบมีการเจริญเติบโตเปนแบบไม่สมบูรณ์ (incomplete metamorphosis) ซึ่งเปนการ เจริญเติบโตที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปร่างและขนาด วงจรชีวิตประกอบด้วย 3 ระยะ คือ ไข่ (egg) ตัวอ่อน หรือตัวกลางวัย (nymph) และตัวเต็มวัย (adult) ตัวอ่อนมีลักษณะคล้ายตัวเต็มวัยโดยตัวอ่อนระยะแรกที่ ออกจากไข่จะยังไม่มีปีก เมื่อผ่านการลอกคราบ 2–3 ครั้ง จะเริ่มมีปีกและอวัยวะสืบพันธุ์ค่อย ๆ เจริญเติบโต ขึ้นจนเปนตัวเต็มวัยที่มีปีกเจริญเต็มที่และอวัยวะสืบพันธุ์สมบูรณ

          ไข่ของแมลงสาบมีปลอกหุ้ม เรียกว่า ฝกไข่ (ootheca) ลักษณะคล้ายเมล็ดถั่ว ส่วนมากมีสีน้ำตาลแดง จำนวนของไข่แต่ละฝกจะแตกต่างกันในแต่ละชนิด โดยทั่วไปจะมีประมาณฝกละ 16-30 ฟอง แมลงสาบ สามารถวางไข่ได้หลายชุด บางชนิดอาจจะวางเพียง 4-8 ชุด แต่บางชนิดอาจวางไข่ได้มากถึง 90 ชุด บางชนิดจะ นำฝกไข่ติดตัวไปด้วยจนไข่ใกล้จะฟกจึงจะปล่อยออกจากลำตัว ลักษณะการวางไข่ของแต่ละชนิดแตกต่างกันส่วนใหญ่ชอบวางไข่ในตู้ทึบ ลิ้นชัก หรือกล่องกระดาษ เป็นต้น นอกจากนี้ อาจวางไข่อยู่ตามซอกหรือมุมห้อง บางครั้งอาจจะวางไข่ติดกับฝาผนังหรือเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ได้ ไข่ของแมลงสาบจะฟกภายในระยะเวลา ั 1–3 เดือน

          ตัวอ่อนของแมลงสาบที่ฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ มีสีขาวและไม่มีปีก เมื่ออายุได้ 3–4 สัปดาห์ จะมีการ ลอกคราบเกิดขึ้น การลอกคราบนี้เกิดขึ้นหลายครั้งจนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัย จำนวนครั้งในการลอกคราบของ ตัวอ่อนและระยะเวลาที่ใช้ในการเจริญเติบโตจนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัยแตกต่างกันตามแต่ละชนิดของแมลงสาบ


          แมลงสาบตัวเต็มวัยมีลำตัวแบนรี รูปไข่ ความยาวของลำตัวตั้งแต่ 1–8 เซนติเมตร มีสีต่าง ๆ กันตั้งแต่ สีน้ำตาลอ่อนจนถึงดำ บางชนิดอาจมีสีอื่นที่ค่อนข้างแปลกตา เช่น สีส้มหรือสีเขียว โดยทั่วไปแมลงสาบ ตัวเมียจะอ้วนกว่าตัวผู้ หัวมีลักษณะคล้ายผลชมพู่ คือ ด้านบนป้านส่วนด้านล่างเรียวลง สามารถเคลื่อนไหวได้ อย่างอิสระ ส่วนหัวจะติดกับส่วนอกโดยมีส่วนคอเล็ก ๆ เชื่อมอยู่ แมลงสาบอาจมีปีกหรือไม่มีปีกก็ได้ ปกติ พวกที่มีปีกเจริญดี จะมีปีก 2 คู่ ปีกคู่แรกจะแข็งกว่าปีกคู่หลัง ทั้งนี้ ปีกคู่หลังมีลักษณะเป็นเยื่อบาง ๆ ซ้อนทับ อยู่ใต้ปีกคู่แรก ปีกของแมลงสาบจะปกคลุมลำตัวด้านบนไว้เกือบทั้งหมดและบางชนิดอาจมีปีกที่กุดสั้นก็ได้ แม้ว่าแมลงสาบจะสามารถบินได้ก็ตามแต่โดยทั่วไปแล้วมักเดินหรือวิ่งมากกว่า จะบินกรณีที่ถูกรบกวนเท่านั้น

          แมลงสาบมีขา 3 คู่ ขาคู่หน้าเล็กกว่าขาคู่หลัง ขามีลักษณะเป็นขาสำหรับวิ่งจึงทำให้แมลงสาบวิ่งได้ เร็วมาก มีหนวดยาวเรียวแบบเส้นด้าย 1 คู่ มีขนเล็ก ๆ จำนวนมากอยู่รอบ ๆ หนวด ปากมีลักษณะเป็นแบบ กัดเคี้ยว สามารถกินอาหารได้ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ แต่ส่วนมากชอบกินเศษอาหารประเภทแป้งหรือ น้ำตาล ซากสัตว์หรือแมลงที่ตายแล้ว น้ำลาย เสมหะ อุจจาระ กระดาษหรือแม้แต่ผ้า เป็นต้น แมลงสาบมีนิสัยชอบกินอาหารและถ่ายอุจจาระออกมาตลอดทางที่เดินผ่าน ชอบออกหากินเวลากลางคืนและมักอยู่รวมกัน เป็นกลุ่ม แต่มีบางชนิดที่ออกหากินในเวลากลางวัน

นิเวศวิทยาของแมลงสาบ

          แมลงสาบมีแหล่งกำเนิดอยู่ในเขตอบอุ่น ปัจจุบันพบว่ามีการแพร่กระจายไปทั่วโลกอาจจะติดไปกับ สินค้าจำพวกหีบห่อหรือลังไม้ที่ขนส่งไปทางเรือหรือรถบรรทุก อย่างไรก็ตาม ยังคงพบแมลงสาบในภูมิภาคที่มี อากาศร้อนมากกว่าพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น แมลงสาบชอบอาศัยอยู่ตามบ้านเรือน ท่อระบายน้ำ ร้านขาย ของชำ ร้านอาหาร ห้องครัวในโรงพยาบาลหรือโรงแรม โกดังเก็บสินค้าทางการเกษตรหรือกระดาษ เป็นต้น ชอบอาศัยในที่มืด อบอุ่น และมีความชื้นสูง ถ้าพบเห็นแมลงสาบแม้เพียงเล็กน้อยในเวลากลางวันแสดงว่าพื้นที่ นั้นมีแมลงสาบชุกชุม นอกจากนี้ การที่จะดูว่าแมลงสาบมีความชุกชุมหรือไม่ ยังสังเกตได้จากการพบซากของ แมลงสาบที่ตายแล้ว คราบที่ลอกเมื่อแมลงสาบมีการเปลี่ยนวัย ฝักไข่ที่ฟักแล้ว รวมทั้งมูลของแมลงสาบ

วิธีการควบคุมแมลงสาบ

1. การควบคุมโดยวิธีการสุขาภิบาลและสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม (sanitation and environmental management)

โดยใช้หลัก 5 ส. (สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ สร้างนิสัย)

2. การควบคุมโดยวิธีกล (mechanical control)

เช่น การใช้กับดัก เปนต้น

3. การควบคุมโดยวิธีกายภาพ (physical control)

เช่น การตรวจสอบสินค้า วัสดุสิ่งของ และการ ใช้เครื่องดูดฝุ่น เปนต้น

4. การควบคุมโดยใช้สารเคมี (chemical control)

การควบคุมแมลงสาบโดยใช้สารเคมีนั้นเปน วิธีการที่ถูกนำมาใช้มากที่สุดในบรรดาวิธีการทั้งหมด ทั้งนี้ เนื่องจากเปนวิธีการที่ให้ผลเร็วและมีรูปแบบของ ผลิตภัณฑ์และสารเคมีให้เลือกใช้ได้หลากหลาย เช่น การพ่นสารเคมีกำจัดแมลงแบบของเหลว หมอกควัน สเปรย์อัดก๊าซ ฝุ่นหรือผง การใช้เหยื่อพิษ เปนต้น 

 

 การจัดการแมลงสาบ

          การจัดการแมลงสาบมีวัตถุประสงค์เพื่อกำจัดแมลงสาบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเพื่อปองกันมิให้ แมลงสาบต้านทานต่อสารเคมีกำจัดแมลงที่ใช้ การจัดการแมลงสาบที่ดีที่สุดนั้นต้องบูรณาการวิธีการหลาย ๆ ชนิดเข้าด้วยกัน ได้แก่ การสำรวจแมลงสาบ การควบคุมแมลงสาบโดยวิธีต่าง ๆ ทั้งที่ไม่ใช้สารเคมีและการใช้ สารเคมี 

1. การสำรวจแมลงสาบ

         การสำรวจสถานที่บริการแบ่งเปน 2 ระยะ คือ การสำรวจก่อนการปฏิบัติงานและภายหลังการ ปฏิบัติงาน ทั้งสองขั้นตอนควรเปนการสำรวจตามมาตรฐาน คือ “การสำรวจอย่างละเอียดถ้วนทั่ว (a through survey)” มีชุดสวมใส่โดยเฉพาะขณะปฏิบัติงาน มีอุปกรณ์ความปลอดภัยที่จำเปน เช่น หมวกกันกระแทก หน้ากาก รองเท้านิรภัย เปนต้น และมีอุปกรณ์การสำรวจ เช่น ไฟฉาย ไขควง หลอดเก็บตัวอย่างแมลง กับดัก แมลงสาบ กระดานรองเขียนเพื่อจดบันทึก เปนต้น 

1.1 การสำรวจก่อนการปฏิบัติงาน

         เพื่อตรวจหาชนิด จำนวน และความเสียหายจากการทำลายของแมลงสาบ จัดทำแผนผังของ สถานที่ทั้งภายในและภายนอกตัวอาคาร รวมทั้งสภาพแวดล้อมบริเวณใกล้เคียงโดยรอบที่จะส่งผลกระทบต่อ การจัดการ แหล่งหลบซ่อนอาศัย แหล่งอาหารและปัจจัยอื่น ๆ ที่จะเอื้ออำนวยต่อการระบาด รวมทั้งวางกับดัก แมลงสาบเพื่อประเมินสภาพความชุกชุม เป็นต้น พร้อมจัดทำรายงานผลการสำรวจ (survey finding report) เพื่อนำเสนอลูกค้าพร้อมการเสนอราคาหรือเมื่อมีการตกลงทำสัญญาบริการ รายงานดังกล่าวสามารถนำไปใช้ ในการวางแผนการเข้าทำบริการโดยฝ่ายบริการหรือฝ่ายปฏิบัติการได้ 

1.2 การสำรวจภายหลังการปฏิบัติงาน

          เพื่อต้องการติดตามตรวจสอบผลการทำบริการว่าแมลงสาบลดลงหรือไม่ พร้อมจัดทำรายงาน การติดตามผล (follow-up inspection report) ให้ลูกค้าทราบและเก็บบันทึกเพื่อการอ้างอิงและตรวจสอบ

2. การจัดการแมลงสาบโดยไม่ใช้สารเคมี

          เป็นการควบคุมเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี เพื่อลดปัญหาการปนเปื้อนและการตกค้างของสารเคมี ในผลิตภัณฑ์ สินค้า ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อป้องกันอันตรายจากสารเคมีที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งผู้ให้ บริการ ผู้รับบริการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง อาจดำเนินการได้ดังนี

สะสาง          

แยกและขจัดทิ้งของที่ไม่จำเป็นเพื่อมิให้สกปรกรกรุงรังอันจะเป็นแหล่ง อาศัยและเพาะพันธุ์ของแมลงสาบ

สะดวก          

จัดวางสิ่งของให้เป็นระเบียบ มีระยะห่างระยะเคียงที่เหมาะสมและจัดวาง บนชั้นเพื่อให้สามารถสำรวจปัญหาแมลงสาบได้โดยง่าย ไม่ควรวางสิ่งของ ชิดติดผนังหรือวางบนพื้นโดยตรง

สะอาด          

ทำความสะอาดอาคารสถานที่ทั้งภายในและภายนอก กำจัดแหล่งน้ำ แหล่ง อาหาร และแหล่งหลบซ่อนอาศัยของแมลงสาบ จัดให้มีการล้างทำความ สะอาดท่อระบายน้ำเพื่อป้องกันการอุดตันหรือหมักหมมของเศษขยะและ อาหาร

สุขลักษณะ   

จัดสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานและที่พักอาศัยให้สะอาด ถูกหลักอนามัย เน้นการดูแลจุดสำคัญ ดังนี้

* อุด ปดกั้น สกัดกั้น โดยการป ิ ดทางเข้า–ออก ซ่อมแซมรอยแตก รอย ิ ร้าว หรือรอยทรุดตัวของอาคารไม่ให้เป็นแหล่งหลบซ่อนพักอาศัยของแมลง

* จัดที่ทิ้งขยะที่มีฝาปิดมิดชิด นำไปทิ้งในเวลาที่เหมาะสม ขยะเปียกและ ขยะประเภทเศษอาหารควรมีห้องขยะที่สามารถปิดกั้นไม่ให้แมลงสาบ เข้ามาระบาดได้

สร้างนิสัย     

ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การจัดความเป็นระเบียบเรียบร้อยในหน่วยงานอย่าง ต่อเนื่อง และช่วยกันดูแลสอดส่องไม่ให้มีการระบาดของแมลงในพื้นที่รับผิด ชอบของตนเอง

 2.2 การจัดการโดยวิธีกล

• ใช้กาวดักแมลงสาบชนิดที่มีเหยื่อล่อ (food attractant)

• ใช้กล่องดักจับแมลงสาบแบบต่าง ๆ (trapping station)

2.3 การจัดการโดยวิธีกายภาพ

• สำรวจตรวจสอบวัสดุ สิ่งของ สินค้า และวัตถุดิบที่จะนำเข้ามาสู่อาคารว่ามีแมลงสาบหรือ ไข่ของแมลงสาบติดเข้ามาด้วยหรือไม่

• ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดจับแมลงสาบที่แหล่งหลบซ่อนหรือเมื่อพบเห็นตัว

3. การจัดการแมลงสาบโดยใช้สารเคมี

          เมื่อพบว่ามีแมลงสาบอยู่ภายในบ้านเรือนจำเป็นต้องรีบควบคุมกำจัดให้หมดไปโดยเร็ว ซึ่งสามารถ ดำเนินการโดยการใช้สารเคมี อย่างไรก็ตาม การนำสารเคมีมาใช้ในการควบคุมกำจัดแมลงสาบควรตั้งอยู่บน หลักเกณฑ์การพิจารณาที่จะใช้สารเคมีกำจัดแมลงและการดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ สารเคมีกำจัด แมลงสาบที่แนะนำโดยองค์การอนามัยโลก (ตารางที่ 4.3.1) ได้แก่ สารในกลุ่มคาร์บาเมต (carbamates) ออร์กาโนฟอสเฟต (organophosphates) ไพรีทรอยด์สังเคราะห์ (synthetic pyrethroids) สารควบคุมการ เจริญเติบโตของแมลง (insect growth regulators; IGRs) ไฮดราโซน (hydrazones) สารประกอบอนินทรีย์ (inorganic compounds) นีโอนิโคตินอยด์ (neonicotinoids) เฟนนีลไพราโซล (phenylpyrazoles) และ ซัลโฟนาไมด์ (sulfonamides) สารเคมีเหล่านี้ถูกนำมาพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์กำจัดแมลงสาบได้หลายรูปแบบ เช่น แบบของเหลว หมอกควัน สเปรย์อัดก๊าซ ฝุ่นหรือผงสำหรับโรย และเหยื่อพิษ โดยทั่วไปแล้วผลิตภัณฑ์ เหล่านี้ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดีในการกำจัดแมลงสาบในบ้านเรือน อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรที่จะใช้สารเคมี กำจัดแมลงแต่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ เนื่องจากมีรายงาน ว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้แมลงสาบต้านทานต่อสารเคมีกำจัดแมลงที่ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารในกลุ่ม ไพรีทรอยด์สังเคราะห์ ที่พบว่าเป็นกลุ่มของสารเคมีที่แมลงสาบเกิดความต้านทานมากที่สุด และแมลงสาบ เยอรมันก็เป็นแมลงสาบที่มีความต้านทานต่อสารเคมีกำจัดแมลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับแมลงสาบชนิดอื่น ๆ ดังนั้น จึงควรที่จะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนกลุ่มของสารเคมีกำจัดแมลงที่ใช้ในการกำจัดแมลงสาบเพื่อป้องกัน ปัญหาแมลงสาบต้านทานสารเคมีกำจัดแมลงในอนาคต โดยในระยะเริ่มแรกที่มีแมลงสาบชุกชุมมากนั้นให้ใช้สารเคมีกลุ่มใหม่ ๆ ที่มีรายงานว่ามีประสิทธิภาพดีในการกำจัดแมลงสาบ เช่น อิมิดาโคลพริด (imidacloprid) ซึ่งเปนสารในกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ หรือ ฟโพรนิล (fipronil) ซึ่งเปนสารในกลุ่มเฟนนีลไพราโซล หลังจากนั้น เมื่อปริมาณแมลงสาบลดลงเหลืออยู่ในระดับต่ำให้เปลี่ยนสารเคมีไปใช้ในกลุ่มอื่น ๆ เช่น คาร์บาเมต ออร์กาโน ฟอสเฟต ไพรีทรอยด์สังเคราะห์ หรือสารควบคุมการเจริญเติบโตของแมลง สลับสับเปลี่ยนกันไป อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการนำวิธีการต่าง ๆ ในการควบคุมแมลงสาบโดยไม่ใช้สารเคมีมาปฏิบัติควบคู่ไปพร้อมกันด้วย

การดำเนินการควบคุมแมลงสาบโดยใช้สารเคมี สามารถทำได้โดยวิธีการต่าง ๆ ดังนี้

 3.1 การพ่นสารเคมีกำจัดแมลงแบบของเหลว (liquid spray)

     การพ่นสารเคมีกำจัดแมลงแบบของเหลวเปนการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงลงบนตัวแมลงสาบ โดยตรง หรือฉีดเคลือบพื้นที่เปาหมายบริเวณที่เปนแหล่งหลบซ่อนอาศัยและแหล่งอาหารของแมลงสาบ เพื่อ กำจัดหรือขับไล่แมลงสาบออกจากที่หลบซ่อน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้แมลงสาบตายทันที หรือเพื่อ ให้มีฤทธิ์ตกค้างเมื่อแมลงสาบคลานมาสัมผัสสารเคมีที่ฉีดเคลือบไว้ สารออกฤทธิ์ที่นิยมใช้ ได้แก่ ไบเฟนทริน (bifenthrin) เบต้า-ไซฟลูทริน ( -cyfluthrin) ไซฟลูทริน (cyfluthrin) ไซเพอร์เมทริน (cypermethrin) เดลต้าเมทริน (deltamethrin) เพอร์เมทริน (permethrin) ไฮโดรพรีน (hydroprene) ฯลฯ การฉีดพ่นสาร เคมีแบบของเหลวสามารถดำเนินการได้ทั้งการฉีดพ่นภายในและภายนอกตัวอาคาร

 3.2 การพ่นสารเคมีกำจัดแมลงแบบหมอกควัน (fogging)

     การพ่นสารเคมีกำจัดแมลงแบบหมอกควันเปนวิธีที่เหมาะสำหรับการพ่นกำจัดแมลงสาบใน พื้นที่ปด เช่น ห้องเก็บของ โกดัง หรือคลังสินค้าขนาดเล็ก โดยที่ต้องใช้สารเคมีกำจัดแมลงชนิดที่ออกฤทธิ์เร็ว และสามารถขับไล่แมลงสาบให้ออกจากที่หลบซ่อนได้ เช่น สารเคมีกำจัดแมลงในกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ (ไซเพอร์เมทริน (cypermethrin) เดลต้าเมทริน (deltamethrin) เพอร์เมทริน (permethrin) ฯลฯ) โดยเน้น พ่นเข้าไปตามซอกมุม ใต้ชั้นวางของ หรือกองหีบห่อสินค้า จากนั้นทำการปดประตู-หน้าต่างอบไว้ สำหรับการ ควบคุมกำจัดแมลงสาบตามท่อหรือรางระบายน้ำเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจำเปนต้องมีการฉีดพ่นสารเคมี แบบของเหลวเคลือบบริเวณปากท่อ ร่อง หรือขอบฝาท่อเอาไว้ก่อน จากนั้นจึงทำการพ่นหมอกควันเข้าไปใน ท่อระบายน้ำให้หนาแน่น สารเคมีกำจัดแมลงในรูปหมอกควันจะขับไล่และผลักดันแมลงสาบให้หนีขึ้นมาสัมผัส สารเคมีแบบของเหลวที่ฉีดพ่นเคลือบเอาไว้

 3.3 การพ่นสารเคมีกำจัดแมลงแบบสเปรย์อัดกาซ (aerosol)

     การพ่นสารเคมีกำจัดแมลงแบบสเปรย์อัดก๊าซเปนการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงลงบนตัว แมลงสาบโดยตรง หรือฉีดเคลือบพื้นที่เปาหมายบริเวณที่เปนแหล่งหลบซ่อนพักอาศัยและแหล่งอาหารของ แมลงสาบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้แมลงสาบตายทันที หรือเพื่อให้มีฤทธิ์ตกค้างเมื่อแมลงสาบคลาน มาสัมผัส สารออกฤทธิ์ที่นิยมใช้สำหรับสเปรย์อัดก๊าซ ได้แก่ ไซฟลูทริน (cyfluthrin) ไซเพอร์เมทริน (cypermethrin) ไซฟีโนทริน (cyphenothrin) เดลต้าเมทริน (deltamethrin) เพอร์เมทริน (permethrin) ฯลฯ การฉีดพ่นสารเคมีแบบสเปรย์อัดก๊าซสามารถดำเนินการภายในบ้านเรือนได้โดยเจ้าของบ้าน

 3.4 การใช้สารเคมีกำจัดแมลงแบบฝุ่นหรือผง (dust)

     การใช้สารเคมีกำจัดแมลงแบบฝุ่นหรือผงเปนวิธีที่เหมาะสำหรับการใช้ควบคุมกำจัดแมลงสาบ ็ ในบริเวณที่ไม่สามารถฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงแบบของเหลวได้ เช่น บริเวณแผงสวิทซ์ไฟ ปลั๊กไฟฟ้า เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ รอยแตกบนผนังอาคาร ฯลฯ สารออกฤทธิ์ที่นิยมใช้ ได้แก่ เบนไดโอคาร์บ (bendiocarb) คลอร์ไพริฟอส (chlorpyrifos) ไซฟลูทริน (cyfluthrin) ไดอะซินอน (diazinon) เดลต้าเมทริน (deltamethrin) เพอร์เมทริน (permethrin) ฯลฯ

3.5 การใช้เหยื่อพิษ (toxic bait)

     การใช้เหยื่อพิษนับว่าเป็นวิธีการควบคุมกำจัดแมลงสาบที่ดำเนินการได้สะดวกทุกสถานที่ โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายคนและสิ่งของใด ๆ เป็นวิธีที่มีการปนเปื้อนของสารเคมีกำจัดแมลงในสิ่งแวดล้อมน้อย ที่สุด โดยที่ให้ผลในการกำจัดแมลงสาบค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับวิธีการอื่น ๆ ที่ต้องใช้สารเคมีกำจัดแมลง สารออกฤทธิ์ที่นิยมใช้ในเหยื่อพิษ ได้แก่ กรดโบริก (boric acid) ไฮดราเมทิลนอน (hydramethylnon) อิมิดาโคลพริด (imidacloprid) คลอร์ไพริฟอส (chlorpyrifos) ฟิโพรนิล (fipronil) ซัลฟลูรามิด (sulfluramid) อะบาเมคทิน (abamectin) ฯลฯ เหยื่อพิษที่ใช้ในการกำจัดแมลงสาบมีหลายรูปแบบ เช่น เจล เม็ด และก้อน เป็นต้น การใช้เหยื่อพิษนี้เหมาะสำหรับนำไปใช้ในบริเวณที่ไม่สะดวกหรือไม่ปลอดภัยที่จะ ทำการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงแบบของเหลว รวมทั้งการใช้แบบฝุ่นหรือผงได้ เช่น บริเวณที่เก็บอาหารสด/ แห้ง อุปกรณ์และเครื่องใช้สำหรับปรุงอาหาร เครื่องปิ้งขนมปัง เครื่องชงกาแฟ ตู้เย็น ตู้แช่ เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เครื่องแฟกซ์ ปลั๊กไฟ ฯลฯ




ข้อมูลทางด้านแมลง

ข้อมูลเกี่ยวกับไรฝุ่น
ข้อมูลเกี่ยวกับแมลงวัน
ข้อมูลเกี่ยวกับยุง
ข้อมูลเกี่ยวกับหนู
ข้อมูลเกี่ยวกับปลวก
ข้อมูลเกี่ยวกับมด